


จากอดีต….. จนถึงปัจจุบัน
ประวัติโรงเรียนฮั่วเคี้ยววิทยาลัย
ประวัติความเป็นมาของโรงเรียน
ในราวปี พ.ศ. 2473 ชุมชนชาวจีนที่มาตั้งรกรากทำมาค้าขายในจังหวัดขอนแก่น ได้ก่อตั้งชุมชนที่มั่นคง เข้มแข็งและเป็นปีกแผ่น ได้เล็งเห็นถึงวิถีชีวิต ความเชื่อ ประเพณีวัฒนธรรม และดำรงอัตลักษณ์ของชนชาติจีน กลุ่มพ่อค้าชาวจีน นำโดยนายเอี๊ยะไถ่ แซ่โค้ว หรือเฒ่าแก่โค้วซา และหมู่คณะ ซึ่งประกอบด้วย เถ้าแก่ซุยหยู แซ่โค้ว เจ้าของโค้วยู่ฮะ เถ้าแก่เข่ง หรือ หลีซกเหลียง เจ้าของกิจการโรงสีหงส์แสงไทย เถ้าแก่กวงยู่ไถ่ เจ้าของกิจการโรงแรมกวงยู่ไถ่ เถ้าแก่ซุยชวง และหมู่คณะทั้งหลาย ได้รวบรวมเงินซื้อที่ดินจำนวน 8 ไร่เศษ มอบให้เป็น ที่ก่อสร้างโรงเรียน และได้ก่อตั้งโรงเรียนบำรุงไทย 1 ขึ้นในชุมชนชาวจีนของขอนแก่น มีเป้าหมายเพื่อให้ลูกหลานมีโอกาสเรียนรู้หนังสือจีนสนองการทำมาค้ามาค้าขาย ซึ่งมีเครือข่ายการค้าอยู่ทั่วประเทศในสมัยนั้น อีกทั้งเพื่อให้ลูกหลานได้ซึมชับวิถีชีวิตคนจีนของชุมชนให้สามารถสืบสานวัฒนธรรมจีนอย่างกลมกลืน ระยะแรกเปิดสอน ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-4ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง (พ.ศ. 2488) เป็นช่วงที่มีกระแสจีนอพยพครั้งใหญ่ และโรงเรียนสอนภาษาจีนมีความรุ่งเรืองสูงสุด ในปี พ.ศ.2489 มีการขออนุญาตจัดตั้งโรงเรียนและเปลี่ยนชื่อจากโรงเรียนบำรุงไทย 1 เป็นโรงเรียนฮั่วเคี้ยววิทยาลัยขอนแก่น โดยมีขุนอนุกรมภักดี เป็นผู้รับใบอนุญาต และมี นายสันติ์ ภู่ประเสริฐ เป็นครูใหญ่ โรงเรียนฮั่วเคี้ยววิทยาลัยได้รับอนุญาต เป็นโรงเรียนเอกชนประเภทสามัญศึกษา เปิดสอนวิชาภาษาจีน การเรียนการสอนในสมัยแรกๆ ได้รับความนิยมจากพ่อค้าชาวจีนในชุมชนที่ส่งบุตรหลานมาเรียนจำนวนมาก ระยะแรกการเรียนการสอนภาษาจีนจะสอนเป็นภาษาจีนแต้จิ๋ว
ต่อมาในปี พ.ศ. 2498 สมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้เข้มงวดและสั่งปิดโรงเรียนสอนภาษาจีนในประเทศไทยหลายแห่ง โดยจำกัดให้เหลือการสอนเฉพาะระดับประถมต้น พร้อมกับให้เจ้าหน้าที่รัฐ ตำรวจ ทหาร และเจ้าหน้าที่ศึกษาธิการ ตรวจสอบโรงเรียนสอนภาษาจีนอย่างเข้มงวด ในช่วงเวลา ดังกล่าว การเรียนการสอนภายในโรงเรียนจึงเป็นการแอบสอนภาษาจีน และมีการซ่อนหนังสือเรียนที่เป็นภาษาจีนส่วนโรงเรียนแห่งอื่นมีการจับกุมนักเรียน ครูผู้สอนที่ฝ่าฝืน แอบเรียนภาษาจีนตามสถานที่ต่างๆ จนเกิดวลีที่ว่า “เรียบร้อยโรงเรียนจีน” ผู้บริหารโรงเรียนในสมัยนั้นต้อง ใช้ทั้งความ สัมพันธ์ส่วนตัวที่ตนมีต่อเจ้าหน้าที่รัฐหรือความมีหน้ามีตาในสังคม เพื่อให้โรงเรียนสามารถดำเนินการเรียนการสอนได้ตามปกติและไม่ต้องปิดโรงเรียนเช่นที่อื่นๆ ในยุคนั้นถือเป็นจุดที่ทำให้การเรียนการสอนภาษาจีนถดถอย ซึ่งนโยบายของรัฐดำเนินการอย่างต่อเนื่องยาวนาน เป็นผลให้ปัจจุบันคนไทยเชื้อสายจีนวัยหนุ่มสาวหลายคนพูดและอ่านหนังสือจีนไม่ได้เลยในปี พ.ศ. 2501 มีการผ่อนปรนเงื่อนไขการดำเนินกิจการของโรงเรียน คุณสมชาย ยิ้มศิริ ได้ก่อตั้งสมาคมศิษย์เก่าฮั่วเคี้ยววิทยาลัย ขอนแก่น เพื่อเป็นองค์กรที่เข้ามาบริหารโรงเรียน มีการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนและขยายระดับการสอนอย่างต่อเนื่อง และในสมัยนั้นมีเพียงโรงเรียนฮั่วเคี้ยววิทยาลัย ขอนแก่น ที่สอนภาษาจีน ดังนั้นคนไทยเชื้อสายจีนจึงนิยมส่งบุตรหลานให้เข้ามาเรียนกันอย่างมากมาย มีการจัดตั้งโรงเรียนราษฎร์อุทิศศึกษา เพื่อสอนระดับประถมปลาย จนถือได้ว่านักเรียนที่จบจากโรงเรียนราษฎร์อุทิศศึกษาหากจะเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐจะสามารถสอบเข้าได้ทุกคน ต่อมาเมื่อกระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดหลักสูตรใหม่ขึ้น ผู้บริหารได้รวมโรงเรียนราษฎร์อุทิศศึกษาเข้ากับโรงเรียนฮั่วเคี้ยววิทยาลัย ขอนแก่น และเปิดสอนระดับประถมต้น (ป.1 – ป.3) และประถมปลาย (ป.4 -ป.6) แต่ยังคงชื่อโรงเรียนราษฎร์อุทิศศึกษา เปิดสอนระดับเด็กก่อนวัยเรียน (อนุบาล) คือ โรงเรียนอนุบาลราษฎร์อุทิศศึกษาปี พ.ศ. 2516 จังหวัดขอนแก่นได้มีการจัดตั้งโรงเรียนของรัฐขึ้นมาหลายแห่ง มีการพัฒนาการเรียนการสอนอย่างต่อเนื่อง ทำให้โรงเรียนฮั่วเคี้ยววิทยาลัย ขอนแก่น ไม่เป็นที่นิยม ในหมู่คนไทยเชื้อสายจีน มีการส่งบุตรหลานไปเรียนยังโรงเรียนสังกัดรัฐบาลมากขึ้น กิจการของโรงเรียนในบางเดือนก็ขาดเงินสดหมุนเวียนผู้บริหารต่างต้องช่วยกันบริจาคเงินลงขันเพื่อให้กิจการของโรงเรียนสามารถดำเนินการต่อไปได้ประกอบกับปี พ.ศ. 2518 รัฐบาลไทยและรัฐบาลจีนได้มีการเจริญสัมพันธ์ทางการทูต การเรียนการสอนภาษาจีนเป็นที่ยอมรับมากขึ้น อีกทั้งในปี 2525 กระทรวงศึกษาธิการได้สนับสนุนเงินช่วยเหลือกิจการของโรงเรียนเอกชนเป็นรายหัว โรงเรียนฮั่วเคี้ยววิทยาลัย ขอนแก่น ได้ก่อตั้งมูลนิธิโรงเรียนฮั่วเคี้ยววิทยาลัยราษฎร์อุทิศศึกษาขึ้นเพื่อเป็นการสนับสนุนกิจการของโรงเรียน (อ้างอิง เล่มที่ระลึกเปิดป้ายอาคารเรียนหลังใหม่ โรงเรียนฮั่วเคี้ยววิทยาลัย ขอนแก่น 22 เดือนมกราคม 2554)
ปัจจุบัน โรงเรียนฮั่วเคี้ยววิทยาลัยบริหารงานโดยมูลนิธิโรงเรียนฮั่วเคี้ยววิทยาลัย ภายใต้การนำของนายธนากร อนันต์ภัทรชัย ประธานมูลนิธิโรงเรียนฮั่วเคี้ยววิทยาลัย สมัยที่ 11 พร้อมด้วยผู้นำองค์กรชาวจีน 24 องค์กรในจังหวัดขอนแก่น และคณะกรรมการบริหารโรงเรียนฮั่วเคี้ยววิทยาลัย ซึ่งร่วมทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา กำหนดนโยบาย และสนับสนุนการดำเนินงานด้านการศึกษาของโรงเรียนในทุกมิติ เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาและส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียนให้มีคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษาอย่างยั่งยืน